อุบลนิวส์ | Ubon News
Image default

บังคับใช้กฎหมายความเร็ว….คำตอบของการหยุดตายบน 5 ถนนอันตรายของอุบลราชธานี

ตั้งแต่ปี 2554 – ปี 2561 จังหวัดอุบลราชธานี ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน โดยจัดลำดับจากตัวเลขผู้เสียชีวิตของระบบบูรณาการข้อมูลการตายจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน (อ้างอิงจาก http://rti.ddc.moph.go.th/RTDDI/Modules/Report/Report05.aspx) และตัวเลขข้อมูลดังกล่าวยังพบว่าการตายบนถนนของจังหวัดอุบราชธานี สูงเป็นลำดับ 4 ของประเทศต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 – ปี 2561

ทั้งนี้การเกิดอุบัติเหตุทางถนน จำนวน 8,415 ครั้งนี้ เกิดบนถนน 5 เส้นทางหลักของจังหวัดอุบลราชธานี คือ ถนนหมายเลข 23 (หอนาฬิกาเมืองอุบลฯ – ต.กลางใหญ่  อ.เขื่องใน) ระยะทางประมาณ 60 กม.  , ถนนหมายเลข 24 (อ.วารินชำราบ – บ้านทุ่งเทิงวัฒนา อ.เดชอุดม) ระยะทางประมาณ 74 กม. ,  ถนนหมายเลข 212 (อ.เมืองอุบลฯ – ต.เหล่าบก อ.ม่วงสามสิบ) ระยะทางประมาณ 55 กม. ,  ถนนหมายเลข 217 (อ.วารินชำราบ – ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร) ระยะทางประมาณ 89 กม. และ ถนนหมายเลข 226 (อ.วารินชำราบ – คลองขะยุง ต.ห้วยขะยุง อ.วารินชำราบ) ระยะทางประมาณ 20 กม. (ไม่นับรวมถนนในชุมชน และในเขตเทศบาลเมืองต่างๆ ของอุบลราชธานี) ทั้งจังหวัดมีถนนสายหลักและสายรองอยู่ ประมาณ 139 เส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 3,182 กม.

ระยะทางของทั้ง 5 เส้นทางนี้รวมกันได้ประมาณ 298 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 9 ของระยะทางหลักทั้งหมดในจังหวัดอุบลราชธานี หากคิดเฉพาะจำนวนการเกิดอุบัติเหตุเฉพาะใน 5 เส้นทางนี้ มีการเกิดอุบัติเหตุคิดเป็นร้อยละ 4 ของระยะทางทั้งหมด หรือในทุกๆ 0.7 กิโลเมตร จะเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ถึงแม้ไม่มีตัวเลขระบุชัดเจนว่าใน 5 เส้นทางนี้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตเป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่หากย้อนดูบางอุบัติเหตุบนถนนเหล่านี้พบว่ามีความรุนแรงและสูญเสียมาก ยกตัวอย่างเหตุการณ์  เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2562 เกิดเหตุรถตู้ชนประสางากับรถบรรทุก 6 ล้อ มีผู้เสียชีวิตถึง 7 ศพ ที่ถนนหมายเลข 24 ซึ่งเป็นถนน 4 ช่องจราจรเกาะกลางเป็นเกาะสี ซึ่งการตรวจสอบไม่พบร่องรอยของการเบรค จึงมีการตั้งข้อสันนิษฐานจากสภาพความเสียหายของตัวรถว่าอาจมีเกิดจากการขับรถเร็ว  อีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อวันที่ 3 ม.ค.2561 ที่ถนนหมายเลข 217 (หน้าโรงพยาบาลสิรินธร) เกิดเหตุรถกระบะเสียหลักข้ามเลนไปชนกับรถกระบะอีกหนึ่งคันที่วิ่งสวนมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ศพ ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนน 4 ช่องจราจร ไม่มีเกาะกลางเช่นกัน เหล่านี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการใช้ความเร็วเกินกฏหมายกำหนด

เปิดปัจจัยอันตราย บน 5 เส้นทาง

ทั้ง 5 เส้นทางนี้มีลักษณะทางโครงสร้างถนน และกายภาพสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ อาทิ เกาะกลาง เกาะสี ไฟฟ้าส่องสว่าง ชุมชน ทางร่วมทางแยก ทางลักข้าม  ที่สำคัญคือพฤติกรรมเสี่ยง เป็นต้น โดยแยกออกเป็นแต่ละเส้นทาง ดังนี้

ถนนหมายเลข 23  : ถนนเส้นนี้เป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวง มีระยะทางจากหอนาฬิกาอำเภอเมืองอุบลราชธานี ไปถึง ตำบลกลางใหญ่ อำเภอเขื่องใน ซึ่งสิ้นสุดเขตจังหวัดอุบลราชธานี มีระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในปี 2561 มีจำนวนมากที่สุดคือ จำนวน 98 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ 0.6 กิโลเมตร จะเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ถนนเส้นนี้อยู่ในพื้นที่ปกครอง 2 อำเภอคือ อ.เมือง และ อ.เขื่องใน จากการสำรวจในระยะทาง 60 กิโลเมตร มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ใช้เส้นทางนี้ ดังนี้

ถนนเส้นนี้เป็นถนนใหม่ สภาพดี ไม่มีหลุม เอื้อต่อการทำความเร็ว มีจุดกลับรถที่ได้มาตรฐานถึง 31 แห่ง ซึ่งทุกแห่งมีไฟฟ้าส่องสว่าง แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายคือการทำทางลักข้ามของรถจักรยานยนต์ที่มีมากถึง 43 แห่ง โดยคนในชุมชนสร้างขึ้นมาเอง ส่วนใหญ่เป็นการนำไม้ทำเป็นสะพานข้ามคลองกลางถนนเพื่อไม่ต้องไปกลับรถไกล ซึ่งทางลักข้ามนี้ส่วนใหญ่อยู่ในเขตที่ถนนตัดผ่านชุมชน และถนนที่เป็นเขตชุมชนจะมีถนนที่กว้างขึ้นเพราะมีไหล่ทาง ยิ่งเอื้อให้รถใหญ่ไม่ค่อยชะลอความเร็วช่วงวิ่งผ่านชุมชน และเมื่อดูจากแผนที่จุดเกิดอุบัติเหตุแล้วพบว่าส่วนใหญ่อุบัติเหตุเกิดขึ้นในเขตชุมชน ซึ่งเป็นการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ จึงเป็นเหตุให้ถนนเส้นนี้มีการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด

(ทางลักข้าม ถนนสาย 23)

และจากการสังเกตพฤติกรรมการใช้รถบนถนนเส้นนี้ พบพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ 2 ลักษณะคือ 1.ความเร็วของรถ  2.รถจักรยานยนต์วิ่งตัดช่องจราจร เพื่อทำการข้ามในจุดลักข้าม

ถนนหมายเลข 212 : เส้นทางจากอำเภอเมือง มุ่งหน้าไปยังจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการหลวง และเป็นถนนที่มีมาตรฐานที่สุดจากทั้งหมด 5 เส้นทางนี้ ซึ่งในระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่เขตตำบลเหล่าบก อำเภอเม่วงสามสิบ เป็นถนน 4 ช่องจราจร และมีเกาะกลางถนนตลอดทั้งเส้นทาง จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในปี 2561 มีจำนวน 98 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ 0.6 กิโลเมตรเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ถนนเส้นนี้อยู่ในพื้นที่ปกครอง 2 อำเภอคือ อ.เมือง และ อ.ม่วงสามสิบ จากการสำรวจในระยะทาง 55 กิโลเมตร มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ใช้เส้นทางนี้ ดังนี้

ถนนหมายเลข 212 เป็นถนนที่มีเกาะกลางตลอดทั้งเส้นทาง มีจุดกลับรถมาตรฐาน หรือจุดกลับรถแบบมีแนวป้องกันมากกว่า 28 จุด มีไฟฟ้าส่องสว่าง สภาพถนนดีไม่มีหลุม เป็น 4 ช่องจราจรตลอดทั้งสาย ส่วนใหญ่เป็นทางตรง จึงเอื้อต่อการทำความเร็วสูง ปัญหาในเส้นนี้คล้ายกับเส้นหมายเลข 23 เนื่องจากเป็นทางตรงส่วนใหญ่ แต่บริเวณชุมชน และแยกไม่มีสัญญาณไฟจราจร จึงทำให้รถใหญ่ไม่ชะลอในช่วงชุมชน เมื่อดูจากแผนที่อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในเขตชุมชนและแยก และรถจักรยานยนต์ก็เป็นประเภทที่เกิดมากที่สุดด้วย เมื่อเฝ้าดูพฤติกรรมของผู้ใช้รถพบว่า รถใช้ความเร็วมากเมื่อผ่านชุมชน และมีรถจักรยานยนต์วิ่งตัดช่องจราจรเพื่อข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของถนน และมีพฤติกรรมการย้อนศรด้วย

รูปที่ 1 จุดชุมชนมีรถออกจากซอยจำนวนมาก จุดสำคัญไม่มีสัญญาณไฟและรถทางตรงไม่ชะลอความเร็ว
รูปที่ 2 รถจักรยานยนต์ขับย้อนศร ในเขตชุมชน เพราะเป็นเกาะกลาง ไม่มีทางคู่ขนาน

ถนนหมายเลข 217 : ถนนเส้นนี้มีระยะทางที่ยาวที่สุดใน 5 เส้นทางนี้ คือ 89 กิโลเมตร อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองถึง 4 อำเภอ และเป็นเส้นทางสำคัญหลักด้านคมนาคมขนส่งสินค้าออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว , เวียดนาม และกัมพูชา จึงมีรถบรรทุกใหญ่สัญจรเป็นประจำ สถิติจำนวนการเกิดอุบัติเหตุที่รวบรวมโดย ThaiRSC มีถึง 82 ครั้ง ในปี 2561 หรือเฉลี่ยทุกๆ 0.9 กิโลเมตรมีการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง เมื่อผู้ใช้รถในถนนเส้นนี้ มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ใช้เส้นทางนี้ ดังนี้

สิ่งที่แตกต่างจากถนน 2 สายที่ผ่านมาคือ ถนนเส้นนี้มีเกาะกลางแบบเกาะสีจำนวนมาก มีระยะทางถึง 53 กิโลเมตร และอีก 36 กิโลเมตรเป็นเกาะกลางถนน ซึ่งมีจุดกลับรถทั้งหมด 18 จุด เป็นจุดกลับรถแบบไม่มีแนวป้องกันถึง 12 จุด เนื่องจากช่วงถนนที่เป็นเกาะสี เป็นช่วงที่อยู่ในเขตชุมชนใหญ่ 2 จุดคือ ที่ในเขตตัวเมืองอำเภอพิบูลมังสาหาร และตัวอำเภอสิรินธร ทั้งเป็นเขตชุมชน ทั้งเป็นเกาะสี การเกิดเหตุจึงกระจุกอยู่ที่ในเขตชุมชนที่ถนนเส้นนี้ตัดผ่าน และหากเป็นช่วงเวลากลางคืนถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง จากการตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถ พบว่ารถวิ่งด้วยความเร็วสูง ไหลทางชำรุดทำให้รถบรรทุกใหญ่ไม่วิ่งในช่องจราจรด้านซ้ายสุด พบพฤติกรรมการย้อนศร และการขับรถตัดเลนเพื่อข้ามฝั่งถนนในเขตชุมชนที่ไม่มีเกาะกลางถนน

รูปที่ 1 รถต้องจับจังหวะเอง ก่อนออกจากซอยในจุดเกาะสี เป็นช่วงทางตรง รถมีการทำความเร็ว
รูปที่ 2 บริเวณถนน 4 ช่องจราจร เกาะสี ไม่มีไฟส่องสว่างถนน

ถนนหมายเลข 24 : ถนนเส้นนี้ในปี 2561 มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 73 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ 1.01 กิโลเมตรเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ถนนเส้นนี้อยู่ในพื้นที่ปกครองของสองอำเภอ คืออำเภอวารินชำราบ และอำเภอเดชอุดม และเป็นเส้นทางสำคัญด้านการคมนาคมขนส่งที่มาจากพื้นที่จังหวัดโซนในเข้ามายังจังหวัดอุบลราชธานี ตลอดทั้งเส้นทางเป็นถนน 4 ช่องจราจรทำให้เอื้อต่อการทำความเร็ว จุดเกิดเหตุส่วนใหญ่คล้ายกับถนนอีกหลายสายคือเกิดในเขตชุมชน ตลอด 74 กิโลเมตรมีปัจจัยที่อาจเป็นอันตรายขณะขับขี่ด้วยความเร็ว ดังนี้

ถนนหมายเลข 24 ในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเส้นทางที่เป็น 4 ช่องจราจร และมี “เกาะสี” มากที่สุด ถึง 63.2 กิโลเมตร ผ่านอีก 12 ชุมชน และ 3 จุดชุมชนใหญ่ อาทิเขตเมืองวารินชำราบ   บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเขตตัวเมืองเดชอุดม  อุบัติเหตุใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตหลายรายนั้นเกิดตรงจุดเลยออกมาจากหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มายังอำเภอเดชอุดม ช่วง 5-10 กิโลเมตร ส่วนหนึ่งเมื่อดูจากพฤติกรรมแล้วพบว่า เมื่อพ้นจากหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นช่วงเกาะสี ถนนกว้าง เป็นช่วงที่เอื้อต่อการใช้ความเร็ว ประกอบกับถนนช่วงนั้นเป็นโค้งกว้าง เมื่อทำความเร็วแล้วเข้าโค้ง จึงมีสิทธิที่รถจะหลุดจากเลนข้ามเกาะสีไปหาอีกฝั่งถนนได้ง่าย

รูป ทางโค้งช่วงเกาะสี ที่เอื้อให้รถสามารถทำความเร็วได้สูง

ถนนหมายเลข 226 ถนนเส้นนี้มีระยะทางที่อยู่ในเขตของอุบลราชธานี ประมาณ 20 กิโลเมตรจากตัวเมืองวารินชำราบไปถึงคลองขะยุง ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของอำเภอวารินชำราบ ถนนเส้นนี้เป็นถนน 4 ช่องจราจรเส้นเดียวที่มีเกาะกลางเป็นเกาะสีทั้งหมด จากสถิติจำนวนการเกิดอุบัติเหตุในถนนเส้นนี้ อยู่ที่ 21 ครั้ง หรือเฉลี่ยทุกๆ 0.9 กิโลเมตรเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ซึ่งเกือบทั้งหมดเกิดที่พื้นที่ชุมชนในลักษณะเฉี่ยวชน เนื่องจากตลอดทั้ง 2 กิโลเมตร ถนนกว้างจึงทำให้รถสามารถวิ่งทำความเร็วได้ และในเขตชุมชนนั้นไม่มีที่กลับรถและสัญญาณไฟจราจร รถที่วิ่งระยะใกล้ไม่ลดความเร็วลงในเขตชุมชน จึงทำให้ถนนเส้นนี้เป็นอีกเส้นทางที่อันตรายในกรณีที่รถวิ่งด้วยความเร็ว

ความเร็ว : ปัจจัยหลักการเกิดอุบัติเหตุ

ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับคดีอุบัติเหตุการจราจรทางบกของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2549 – 2558 พบว่า คดีขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด  มาเป็นอันดับหนึ่ง ถึงแม้ปี 2558 จำนวนคดีเกี่ยวกับความเร็วลดลง แต่เมื่อดูพฤติกรรมการขับขี่ตามหลังคันด้านหน้าที่มีคดีอยู่ใน 5 อันดับแรกนั้น ชี้ให้เห็นว่าความเร็วเป็นปัจจัยหลักของการเกิดอุบัติเหตุในถนนทั้ง 5 เส้นทางนี้

สถิติจำนวนคดีอุบัติเหตุจราจรทางบก สำนักงานสถิติแห่งชาติ

สอดคล้องกับการสถานการณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความเร็วของจังหวัดอุบลราชธานี โดยการรวบรวมของหน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิไทยโรดส์ ในสัดส่วนคดีอุบัติเหตุจราจรที่มีสาเหตุจากการใช้ความเร็ว (ร้อยละ) โดยในปี 2559 จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ที่ร้อยละ 17.891 อยู่ในอันดับที่ 16 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด

ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย  กล่าวว่าสำหรับการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความเร็วที่ยังไม่ได้ผลมากนั้น ต้องกลับไปมองทีละสเตป เริ่มตั้งแต่วิธีการตรวจจับความเร็ว เราใช้วิธีไหน โดยปัจจุบันนี้มีความจำเป็นที่ต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่เรายังไม่มีเลยเทคโนโลยีตัวนี้ ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นประโยชน์กล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ และปืนเลเซอร์ ซึ่งตำรวจทางหลวงก็มีประมาณ 70 ตัวทั่วประเทศ นอกจากนั้นก็เป็นของกรมการขนส่งทางบก ที่ตรวจจับเฉพาะรถบรรทุก รถบัส แต่รถทั่วไปยังจับไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ไม่เพียงพอ ในอนาคตมีความจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น

พอมีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี ก็นำมาสู่ปัญหาของการจับกุม ปัจจุบันเราใช้วิธีถ่ายรูปและส่งใบปรับไปถึงที่บ้าน แต่ก็มีปัญหาว่ากรณีที่คนไม่ยอมไปจ่ายค่าปรับจะยังสามารถต่อทะเบียนประจำปีได้หรือเปล่า ต่อมาก็นำมาสู่เรื่องของค่าปรับอีกว่าค่าปรับปัจจุบันยังน้อยไปหรือไม่ในกรณีคดีขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด เทียบกับหลายๆประเทศ เขามีค่าปรับที่สูงมากในกรณีขับรถเร็ว เพราะเขามองว่าการขับรถเร็วเหมือนเป็นอาชญากรรมชนิดหนึ่ง เพราะคุณตั้งใจที่จะขับรถเร็ว และการขับรถเร็วมันสามารถที่จะฆ่าคนอื่นได้ หลักการของการบังคับใช้กฎหมายถ้าคนไม่กลัว เขาก็จะไม่ปรับเปลี่ยนพฤติรรม ดังนั้นสิ่งที่จะได้ผลมากขึ้นด้านนโยบายของฝ่ายบริหาร ควรที่จะเป็นการกำหนดนโยบายด้านความเร็วให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการแค่รณรงค์นั้นถ้าจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนคงต้องใช้เวลานานมาก ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าว

ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ 
ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย

ปัญหาการจัดการความเร็วของจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนสำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมาย และอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกในการกวดขันความเร็ว เนื่องจากกล้องตรวจจับความเร็วของจังหวัดอุบลราชธานีมีเพียง 5 ตัว ซึ่งถนนที่มีจำนวนมากเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดอย่างเช่นถนนหมายเลข 23 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ไม่มีกล้องตรวจจับความเร็ว

สำหรับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านความเร็วของจังหวัดอุบลราชธานี ถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้ความสำคัญซึ่งได้ดำเนินการขอสนับสนุนกล้องตรวจจับเร็วจากกระทรวงมหาดไทย มาใช้ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ถึง 17 ตัว โดยกล้องชุดนี้เป็นการจัดหาโดยกระทรวงมหาดไทย และมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2560 เห็นชอบตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นว่าจัดให้กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 1,064 เครื่อง เครื่องละ 957,600,000  บาท เพื่อนำไปสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 1,465 สถานีทั่วประเทศ จังหวัดอุบลราชธานีได้รับจัดสรรมา 17 เครื่อง ซึ่งจะนำไปสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปฏิบัติงานตั้งแต่ปี 2563 นี้ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการใช้ความเร็วของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดอุบลราชธานี และหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยลดจำนวนสูญเสียบนถนนทั้ง  5 สายนี้ได้.

บทความโดย : ภานุภพ ยุกติจ

บทความนี้เขียนขึ้นภายใต้โครงการ Champions for Change to Achieve Safer Road Use in Thailand ของ INTERNEWS ภายใต้การสนับสนุนของ Global Road Safety Partnership (GRSP)

www.ubonnews.in.th
สื่อของทุกคน อุบลนิวส์

คุกกี้ (Cookie), ไอพีแอดเดรส (IP Address) นอกจากข้อมูลส่วนบุคคล เราอาจเก็บรวมรวมข้อมูลบางอย่างผ่านเทคโนโลยีเช่น คุกกี้ (Cookie), ไอพีแอดเดรส (IP Address) และแหล่งเก็บข้อมูลบนบราวเซอร์และอุปกรณ์ของผู้ใช้รวมถึงเครื่องมือเก็บ ยอมรับ อ่านเพิ่ม