อุบลนิวส์ | Ubon News
Image default

5 ถนนอันตรายของจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อมีการใช้ความเร็ว

จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจังหวัดเมืองท่าการค้าชายแดนที่สำคัญของภาคอีสานตอนล่าง จึงทำให้ถนนสายสำคัญด้านการคมนาคมขนส่ง มีรถจำนวนมาก ซึ่งเป็นลักษณะ 4 ช่องจราจร และหลายช่วงเป็นเกาะสี ส่งผลให้ผู้ขับขี่มีแรงจูงใจในการทำความเร็วมากขึ้น ทั้งที่กฎหมายบังคับวิ่งไม่เกิน 90 กม./ชม. แต่ด้วยข้อจำกัดของอุปกรณ์การตรวจจับความเร็ว จึงทำให้ผู้ขับขี่มีการฝ่าฝืน จะพบว่ามีอุบัติเหตุหลายครั้งที่มีความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้อง เกิดความสูญเสียรุนแรง ใน 5 เส้นทางหลักของอุบลราชธานี

เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบดูเหตุการณ์ความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดอุบลราชธานี ในหลายเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงหลายครั้งจะมีถนนที่เป็นเส้นทางหลักด้านคมนาคม 5 เส้นทางนี้ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอๆ  อาทิถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 23 , หมายเลข 24 , หมายเลข 212 , หมายเลข 217 และหมายเลข 226 โดยเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2562 เกิดเหตุรถตู้ชนประสางากับรถบรรทุก 6 ล้อ จนมีผู้เสียชีวิตถึง 7 ศพ ที่ถนนหมายเลข 24 ซึ่งเป็นถนน 4 ช่องจราจรไม่มีเกาะกลาง ซึ่งการตรวจสอบไม่พบว่าร่องรอยของการเบรค จึงมีการตั้งข้อสันนิษฐานจากสภาพความเสียหายของตัวรถว่าอาจจะมีการใช้ความเร็วเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อุบัติเหตุรถตู้ชนประสานงารถบรรทุก 6 ล้อ มีผู้เสียชีวิต 7 ราย
เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2562 ที่ ถนนหมายเลข 24 (เกาะสี)

ย้อนไปดูอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อวันที่ 3 ม.ค.2561 ที่ถนนหมายเลข 217 (หน้าโรงพยาบาลสิรินธร) เกิดเหตุรถกระบะเสียหลักข้ามเลนไปชนกับรถกระบะอีกหนึ่งคันที่วิ่งสวนมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ศพ ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนน 4 ช่องจราจร ไม่มีเกาะกลางเช่นกัน นี่เป็นบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการใช้ความเร็ว

อุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักข้ามเลนชนประสานงารถกระบะ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย
เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2561 ที่ถนนหมายเลข 217 (เกาะสี)

การสูญเสียรุนแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเมืองไทย คิดเป็นสัดส่วน ถึง 2 ใน 3 เกิดจากการใช้ความเร็ว ข้อมูลสถิติจากสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2555 – 2558 มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนถนน จากการใช้ความเร็วมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบอุบัติเหตุ ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2558 พบว่า อุบัติเหตุจากการใช้ความเร็ว ที่เกิดขึ้นบนทางหลวงทุกๆ 100 ครั้ง โดยเฉลี่ยจะมีผู้เสียชีวิต 12 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 80 ราย

กลับมาดูสถานการณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความเร็วของจังหวัดอุบลราชธานี โดยการรวบรวมของหน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิไทยโรดส์ ในสัดส่วนคดีอุบัติเหตุจราจรที่มีสาเหตุจากการใช้ความเร็ว (ร้อยละ) โดยในปี 2559 จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ที่ร้อยละ 17.891 อยู่ในอันดับที่ 16 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด แต่เมื่อเทียบในระยะ 5 ปี ย้อนหลัง ตั้งแต่ ปี 2555 – 2559 จะพบว่าในปี 2559 มีสัดส่วนที่สูงที่สุด แต่เมื่อมาดูสัดส่วนคดีจราจรของสำนักสถิติแห่งชาติ ในปี 2558 จะพบว่าสถิติคดีจราจรด้านการความเร็วเกินกฎหมายกำหนดของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีอันดับ 4 รองจากคดีเมาแล้วขับ , คดีขับรถไม่ชำนาญ , คดีตัดหน้ากระชั้นชิด ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตบนถนนของจังหวัดอุบลราชธานี ความเร็วยังเป็นสาเหตุหลัก

หากมาวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากความเร็ว ใน 5 ถนน สายสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี แยกเป็นปัจจัย คน รถ ถนน/สิ่งแวดล้อม โดย swiss cheese model  จะพบตัวแปลสำคัญใน 5 ถนนนี้ อยู่ 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ 1.ผู้ขับขี่ 2.โครงสร้างถนน 3.การกำกับดูแล/ควบคุม และ 4.งบประมาณที่ไม่เอื้อต่อการใช้นโยบาย

มาดู swiss cheese แผ่นที่ 1

ด้านพฤติกรรมของผู้ขับขี่ก่อน สาเหตุสำคัญที่มาจากพฤติกรรมนั้นมาจากผู้ขับขี่ ที่ไม่สามารถประเมิน พิจารณาการใช้ความเร็วให้สอดรับกับโครงสร้างถนนได้ นั่นหมายถึงข้อจำกัดของการรับรู้ผ่านสายตามนุษย์ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่ทราบเลยว่าสายตาของตนเองมีข้อจำกัด ซึ่ง น.อ.สุวรรณ ภู่เต็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้ความเร็วว่า หากผู้ขับขี่ใช้ความเร็วอยู่ที่ 60 กม./ชม. นั่นแสดงว่าเรากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ที่ 17 เมตร/วินาที ซึ่งถนนทางหลวงแผ่นดินโดยถนนที่มี 4 ช่องจราจร กฎหมายจะกำหนดให้ใช้ความเร็วอยู่ที่ไม่เกิน 90 กม./ชม. นั่นแสดงว่าเรากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ที่ 25 เมตร/วินาที เมื่อมาดูระยะให้หยุดรถสนิทด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. จะใช้ระยะเบรคให้รถหยุดสนิทนั้น อย่างน้อยที่สุดคือ 60 เมตร หากมีเหตุการณ์อื่นมาประกอบ อาทิมีรถตัดหน้ากระชั้นชิด ในระยะ 50 เมตร ถึงแม้จะติดสินใจเบรคทันที ก็ยังอยู่ในระยะการชน

แต่ถ้าความเร็วรถมากกว่า 90 กม./ชม. ประกอบกับมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิเป็นช่วงเวลากลางคืน แสงสว่างถนน ไฟหน้ารถมีความสว่างไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงปัจจัยจากการอ่อนล้าของร่างกาย การมีปริมาณแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการรับรู้และตัดสินใจของผู้ขับขี่ ความเสี่ยงจึงมีมากกว่า สิ่งเหล่านี้ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบกันเพื่อไปประกอบการตัดสินใจในการขับขี่ด้วยความเร็ว เราจึงเห็นเหตุการณ์อุบัติเหตุลักษณะตัดหน้ากระชั้นชิด แหกโค้ง รถชนท้ายกันเป็นประจำ

swiss cheese แผ่นที่ 2 คือองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างถนน เราจะพบเห็นถนนสายต่างๆในประเทศไทยรวมถึงถนน 4 ช่องจราจรของจังหวัดอุบลราชธานี 5 เส้นทางนี้ด้วยว่าบางช่วงเป็น 4 ช่องจราจรเกาะสี เงื่อนไขที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้ขับขี่เมื่ออยู่บนถนนที่เป็นเกาะสี ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่าถนนกว้างขึ้น มีแรงจูงใจที่จะใช้ความเร็วมากขึ้น แต่เงื่อนไขที่ 2 ที่ผู้ขับขี่คำนึงน้อยลง คือเกาะสีจะเอื้อต่อการชะลอรถในเกาะสีเพื่อจะทำการเลี้ยว รวมถึงการมีทางจุดตัด หรอซอยจำนวนมาก หรือเอื้อให้ผู้ขับขี่รายอื่นๆ ในการตัดสินใจเลี้ยว กลับรถได้ตลอดช่วงที่เป็นเกาะสี ผู้ขับขี่จึงคาดการณ์วางแผนขับรถไม่ได้ว่าจะมีรถคันไหน ออกจากซอย เลี้ยวรถ กลับรถ ยิ่งหากใช้ความเร็วมากขึ้น โครงสร้างถนนเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าที่เป้นช่วงเกาะกลางถนน ซึ่งสองเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ยกตัวอย่างข้างต้นนั้น ล้วนเกิดในจุดที่เป็นเกาะสีทั้งสองเหตุการณ์

swiss cheese แผ่นที่ 3 การกำกับดูแล/ควบคุม ในการกำกับดูแลผู้ขับขี่บนถนนของกรมทางหลวง จะมี 3 หน่วยงานหลัก 1 หน่วยงานรองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง คือ 1.กรมทางหลวง รับผิดชอบถนน และเครื่องหมายจราจร 2.กรมการขนส่งทางบก รับผิดชอบกล้อง CCTV และกล้องจับความเร็ว 3.ตำรวจ รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายจราจร และ 4. ซึ่งเป็นหน่วยงานรอง คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งยังไม่มีระเบียบให้สามารถเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัยบนนถนนในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เท่าที่ควร

จากการสำรวจบนถนนหมายเลข 217 วารินชำราบ-ช่องเม็ก มีระยะทางอยู่ที่ประมาณ 89 กิโลเมตร อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ 4 อำเภอ 6 สถานที่ตำรวจ จะพบว่าในตลอด 89 กิโลเมตรนี้ จะมีป้ายเตือนว่าเป็นเขตตรวจจับความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ตลอดทั้งเส้นทาง แต่มีเพียงจุดเดียว ที่มีกล้องตรวจจับความเร็ว คือที่บริเวณบ้านท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ นอกจากนั้นตามพื้นที่อีก 5 สถานีตำรวจไม่มีกล้องตรวจจับความเร็วเลย เมื่อตรวจสอบทั้ง 5 เส้นทางถนนสายหลักของจังหวัดอุบลราชธานี จะพบว่ามีกล้องตรวจจับความเร็วเพียง 5 ตัว (เฉพาะเขตอุบลราชธานี) คือ

 -ถนนหมายเลข 24 อุบลฯ-เดชอุดม ระยะทาง 69 กม. (บริเวณบ้านศรีไค) 1 ตัว

-ถนนหมายเลข 212 อุบลฯ-อำนาจเจริญ ระยะทาง 50 (บริเวณหัวเรือ) 1 ตัว และ คณะสงค์ภาคสิบ 1 ตัว

-ถนนหมายเลข 217 วารินชำราบ-ช่องเม็ก ระยะทาง 89 กม. (บ้านท่าช้าง) 1 ตัว

-ถนนหมายเลข 2050 อุบลฯ-ตระการพืชผล (สำนักงานช่อง7) 1 ตัว

จึงเป็นข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ส่วน swiss cheese สุดท้าย แผ่นที่ 4 เรื่องนโยบาย สำหรับสิ่งที่จะต้องควบคู่ไปกับนโยบายที่ดีนั้น ก็จะต้องมีเรื่องของงบประมาณมาพร้อมกันด้วย ปัญหาส่วนใหญ่ที่ทุกจังหวัดประสบอยู่ในขณะนี้ คือเรื่องของการจัดซื้อกล้องตรวจจับความเร็วบนถนน ทั้งจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงแม้จะมีในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2560 จะมีมติเห็นชอบตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ว่าจัดให้กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 1,064 เครื่อง เครื่องละ 957,600,000  บาท เพื่อนำไปสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 1,465 สถานีทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบัน ทั้ง 37 สถานีตำรวจ ใน 25 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่ได้รับมอบให้มาใช้งานได้ จึงเป็นข้ออจำกัดสำคัญในการปฏิบัติตามนโยบายควบคุมความเร็วบนถนนเสี่ยงทั้ง 5 เส้นทางหลักของจังหวัดอุบลราชธานี  

ปัญหาการจัดการความเร็วในพื้นที่ 5 เส้นทางหลักของจังหวัดอุบลราชธานี จากการวิเคราะห์ตาม swiss cheese model ยังเป็นปัญหาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ อัตราการเสียชีวิตบนถนน จากความเร็วยังคงเป็นสิ่งท้าทายอยู่ ซึ่งหากมองปัญหาที่ยังอยู่ จะเป็นในส่วนของมาตราองค์กร และตัวผู้ขับขี่เป็นสำคัญ

บนถนนหมายเลข 23 ได้มีพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อปี 2560 ประกาศพนักงานจราจรจังหวัดอุบลราชธานี เรื่องกำหนดอัตราความเร็วของรถในทางอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี  ให้ถนนแจ้งสนิท ตั้งแต่แยกวงเวียนหอนาฬิกา ไปถึงแยกดงอู่ผึ้ง ให้รถใช้อัตราความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. เป็นระยะทาง 2.2 กิโลเมตร

แต่เมื่อมาดูสถิติจำนวนการเกิดอบัติเหตุเฉพาะในระยะทางที่ควบคุมนี้จากข้อมูลของ Thai RSC ซึ่งถือเป็นข้อมูลเพียงชุดเดียวที่มีรายละเอียดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ พบว่าจำนวนการเกิดอุบัติเหตุหลังมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ควบคุมความเร็ว มีมากกว่าก่อนที่จะมีประกาศ โดยก่อนการประกาศในปี 2560 บนถนน 23 (ช่วงหอนาฬิกา-แยกดงอู่ผึ้ง) มีจำนวนการเกิด 3 ครั้ง เป็นรถจักรยานยนต์ล้มเอง 2 ครั้ง อีกเกิดการเฉี่ยวชนกัน 1 ครั้ง ซึ่งทั้ง 3 ครั้งนี้ มีรถจักรยานยนต์มีส่วนร่วมกับอุบัติเหตุทั้งหมด  เมื่อมาดูสถิติในปี 2561 หลังการประกาศพบว่า ถนนช่วงหอนาฬิกา-แยกดงอู่ผึ้ง มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 13 ครั้ง มีรถจักรยานยนต์เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด เป็นการล้มเอง 9 ครั้ง อีก 4 ครั้งเป็นการเฉี่ยวชน ซึ่งเมื่อเทียบปีหลังมีการประกาศ ปี 2561 มีจำนวนการเกิดอุบัติเหตุเฉพาะในช่วงนี้ถึงร้อยละ 77

ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย  กล่าวว่าสำหรับการบังคับใช้กฎมายเกี่ยวกับความเร็วที่ยังไม่ได้ผลมากนักนั้น ต้องกลับไปมองทีละสเตป เริ่มตั้งแต่วิธีการตรวจจับความเร็ว เราจะใช้วิธีไหน โดยปัจจุบันนี้มีความจำเป็นที่ต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่เรายังไม่มีเลยเทคโนโลยีตัวนี้ ที่ใช้ในปัจจุบันก็จะเป็นประโยชน์กล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ และปืนเลเซอร์ ซึ่งตำรวจทางหลวงก็มีประมาณ 70 ตัวทั่วประเทศ นอกจากนั้นก็เป็นของกรมการขนส่งทางบก ที่ตรวจจับเฉพาะรถบรรทุก รถบัส แต่รถทั่วไปยังจับไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์มันไม่เพียงพอ ในอนาคตมีความจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น

พอมีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี ก็นำมาสู่ปัญหาของการจับกุม ปัจจุบันเราใช้วิธีถ่ายรูปและส่งใบปรับไปถึงที่บ้าน แต่ก็มีปัญหาว่ากรณีที่คนไม่ยอมไปจ่ายค่าปรับจะยังสามารถต่อทะเบียนประจำปีได้หรือเปล่า ต่อมก็นำมาสู่เรื่องของค่าปรับอีกว่าค่าปรับปัจจุบันยังน้อยไปหรือไม่ในกรณีคดีขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด เทียบกับหลายๆประเทศ เขาจะมีค่าปรับที่สูงมากในกรณีขับรถเร็ว เพราะเขามองว่าการขับรถเร็วเหมือนเป็นอาชญากรรมชนิดหนึ่ง เพราะคุณตั้งใจที่จะขับรถเร็ว และการขับรถเร็วมันสามารถที่จะฆ่าคนอื่นได้ หลักการของการบังคับใช้กฎหมายถ้าคนไม่กลัว เขาก็จะไม่ปรับเปลี่ยนพฤติรรม ดังนั้นสิ่งที่จะได้ผลมากขึ้นด้านนโยบายของฝ่ายบริหาร ควรที่จะเป็นการกำหนดนโยบายด้านความเร็วให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการแค่รณรงค์นั้นถ้าจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนคงจะต้องใช้เวลานานมาก ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประทศไทย กล่าว

ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ 
ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย

บทความโดย : ภานุภพ ยุตกิจ

บทความนี้เขียนขึ้นภายใต้โครงการ Champions for Change to Achieve Safer Road Use in Thailand ของ INTERNEWS ภายใต้การสนับสนุนของ Global Road Safety Partnership (GRSP)

www.ubonnews.in.th
สื่อของทุกคน อุบลนิวส์

คุกกี้ (Cookie), ไอพีแอดเดรส (IP Address) นอกจากข้อมูลส่วนบุคคล เราอาจเก็บรวมรวมข้อมูลบางอย่างผ่านเทคโนโลยีเช่น คุกกี้ (Cookie), ไอพีแอดเดรส (IP Address) และแหล่งเก็บข้อมูลบนบราวเซอร์และอุปกรณ์ของผู้ใช้รวมถึงเครื่องมือเก็บ ยอมรับ อ่านเพิ่ม